• LINE ID: @CARRENT
  • [email protected]
VoucherCar
  • หน้าแรก
  • สินค้า
    • แยกจังหวัดรถเช่า
    • แยกตามระดับเครื่องยนต์
    • แยกตามราคารถเช่า
    • แยกตามยี่ห้อรถเช่า

    • ตะกร้าสินค้า
    • จองด่วนน้อยกว่า 7 วัน
    • รถเช่า รายสัปดาห์
  • บทความเนื้อหา
    • คำถามพบบ่อย
    • บทความรถเช่า
    • สาขารถเช่า
    • WEBBOARD
  • วิธีการสั่งซื้อ
    • วิธีการสั่งซื้อ
    • รายละเอียดการชำระเงิน
  • จองด่วน
  • ติดต่อเรา
เข้าสู่ระบบ
รถเช่าราคาประหยัดadver
รถเช่า ประเภทต่างๆ

แยกตามจังหวัด แยกตามเครื่องยนต์ แยกตามราคา แยกตามยี่ห้อ รถเช่า รายสัปดาห์

คำถามพบบ่อยเกียวกับรถเช่า ข่าวสารบทความรถเช่า สาขาบริษัทรถเช่า เว็บบอร์ด (Webboard)

วิธีสั่งซื้อ รายละเอียดการชำระเงิน
ติดต่อเรา
รถเช่า จังหวัด

---
กลับไปหน้าเว็บบอร์ด

สิ่งที่ต้องทำหลังลง centos 7

ผู้ตั้งกระทู้: a
วันที่: 17/09/2016 เวลา: 00:59:58

สำหรับลูกค้า Cloud server ที่เลือกใช้งาน CentOS 7 แบบ minimal configuration เราขอแนะนำขั้นตอนที่ควรดำเนินการเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน หลังการ build virtual machine (cloud server) ดังนี้

User management

user : root เป็น user หลักที่จะได้หลังจากที่มีติดตั้ง CentOS เพื่อนำใช้ในการดำเนินการแก้ไขติดตั้งส่วนต่างๆ และเป็น user มีสิทธิ์ในการจัดการสูงสุดของระบบ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน เราจึงควรสร้าง user อื่นๆ เพื่อทำหน้าที่ในส่วนนี้แทน และใช้งาน user: root ในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

เริ่มต้นจาก การเข้าสู่ระบบด้วย user: root และสร้าง user ใหม่ รวมทั้งกำหนด password สำหรับ user ที่สร้างขึ้นใหม่ โดยควรกำหนด password ให้ค่อนข้างยากต่อการคาดเดา เช่น มีจำนวน 8 ตัวขึ้นไป, ประกอบด้วยตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และ อักขระพิเศษ

1
2
# adduser somchai
# password somchai

หลังจากนั้น เราจะกำหนดสิทธิของ user ที่สร้างขึ้นใหม่ด้วย sudo เพื่อให้สามารถดำเนินการในส่วนต่างๆ แทน user :root ได้

1
#visudo

 

เพิ่มสิทธ์ ของ user: somchai ต่อจากบรรทัดของ “root ALL=(ALL) ALL”

1
somchai ALL=(ALL:ALL) ALL

 

บันทึกและออกจากหน้าคำสั่ง

ทดสอบ login ด้วย user: somchai ผ่านหน้า console และ run คำสั่ง เพื่อทดสอบสิทธ์การใช้งาน เช่น

1
$ sudo iptables –L

 

Configure SSH

หลังจากที่เราได้สร้าง user ใหม่แล้ว ต่อไปเราจะเริ่มแก้ไขส่วนต่างๆ ของระบบ จาก user ที่สร้างขึ้น โดยเริมจากกำหนดสิทธิ์ ในการ remote เข้ามายัง server รวมทั้งปิดสิทธิ์การ remote ของ user: root

1
$ sudo vi /etc/ssh/sshd_config

 

แก้ไขจาก

1
2
#Port 22 > Port 9009
#PermitRootLogin yes > PermitRootLogin no

 

บันทึกและออกจากหน้าคำสั่ง

สามารถตรวจสอบความถูกต้อง ของไฟล์ที่แก้ไขได้ตามคำสั่งด้านล่าง

1
$ sudo sshd -t

 

ทำการ restart SSH service (เพื่อความแน่ใจ ท่านอาจทำกระบวนการนี้ผ่าน console เพื่อไม่ให้ติดปัญหา ssh ถูก block จาก firewall)*

1
$ sudo systemctl reload sshd.service

 

Basic Firewall

สำหรับ CentOS นั้น จะมี firewall มาให้ด้วยแล้ว คือ firewalld และส่วนที่ใช้ในการกำหนดกฎและค่าต่างๆ คือ firewall-cmd ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงการปรับค่าของ firewall จากค่าที่ได้มาจากการติดตั้ง server เท่านั้น โดยเมื่อเราสั่ง start service แล้ว เราจะสามารถกำหนดกฏ หรือ port ต่างๆ เพื่อการใช้งานได้

สั่งให้เริ่มต้นการทำงาน

ความคิดเห็นทั้งหมด
a
18/09/2016 | 00:21:05
a
a
18/09/2016 | 00:21:19
สำหรับ CentOS นั้น จะมี firewall มาให้ด้วยแล้ว คือ firewalld และส่วนที่ใช้ในการกำหนดกฎและค่าต่างๆ คือ firewall-cmd ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงการปรับค่าของ firewall จากค่าที่ได้มาจากการติดตั้ง server เท่านั้น โดยเมื่อเราสั่ง start service แล้ว เราจะสามารถกำหนดกฏ หรือ port ต่างๆ เพื่อการใช้งานได้ สั่งให้เริ่มต้นการทำงาน $ sudo systemctl start firewalld 1 $ sudo systemctl start firewalld ส่วนแรกคือ การเปิดการใช้งานให้สามารถ remote มายัง server คือ SSH service สำหรับ SSH service นั้น หากยังไม่มีการแก้ไข port ของ SSH server สามารถ enable service ได้ด้วยคำสั่ง # sudo firewall-cmd --permanent --add-service=ssh 1 # sudo firewall-cmd --permanent --add-service=ssh แต่หากมีการเปลี่ยนแปลง SSH port (ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้มีการเปลี่ยนแปลงค่าดังกล่าวแล้ว) สามารถดำเนินการกำหนด port ใหม่ได้ด้วยคำสั่ง $ sudo firewall-cmd --permanent --remove-service=ssh $ sudo firewall-cmd --permanent --add-port=9009/tcp 1 2 $ sudo firewall-cmd --permanent --remove-service=ssh $ sudo firewall-cmd --permanent --add-port=9009/tcp หากเราต้องการ ไปใช้งานส่วนอื่น เช่น Mail server หรือ Web server สามารถเพิ่มการใช้งานได้ $ sudo firewall-cmd --permanent --add-service=smtp $ sudo firewall-cmd --permanent --add-service=http 1 2 $ sudo firewall-cmd --permanent --add-service=smtp $ sudo firewall-cmd --permanent --add-service=http ตัวอย่าง การตรวจสอบ service ต่างๆ ที่สามารถเรียกใช้งานได้ $ sudo firewall-cmd --get-services 1 $ sudo firewall-cmd --get-services เมื่อกำหนดค่า firewall เรียบร้อย สามารถตรวจสอบรายละเอียดส่วนที่มีการแก้ไขได้จาก $ sudo firewall-cmd --permanent --list-all 1 $ sudo firewall-cmd --permanent --list-all และสั่ง reload ค่าดังกล่าวเพื่อใช้งาน พร้อมทั้งกำหนดให้ service มีเริ่มทำงานตั้งแต่มีการ start เครื่อง $ sudo firewall-cmd --reload $ sudo systemctl enable firewalld 1 2 $ sudo firewall-cmd --reload $ sudo systemctl enable firewalld Time zones ค่า Time zones โดยปกติ จะมีการกำหนดตั้งแต่ช่วงการติดตั้งแล้ว แต่เราควรตรวจสอบเวลาและ Time zones ให้ถูกต้องอีกครั้งก่อนการเริ่มต้นใช้งาน $ sudo timedatectl list-timezones $ sudo timedatectl set-timezone Asia/Bangkok $ sudo timedatectl 1 2 3 $ sudo timedatectl list-timezones $ sudo timedatectl set-timezone Asia/Bangkok $ sudo timedatectl Network Time Protocol เมื่อกำหนดค่า Time zones ถูกต้องแล้ว ต่อไปเราจะทำการตั้งค่า การ sync ค่าเวลาจาก server อื่น เพื่อให้มีเวลาการทำงานที่ถูกต้องและตรงกัน ซึ่งสำหรับ Service ที่นำมาใช้งานคือ ntp ซึ่ง สามารถติดตั้งได้จาก default repositories ของ CentOS $ sudo yum install ntp $ sudo systemctl start ntpd $ sudo systemctl enable ntpd 1 2 3 $ sudo yum install ntp $ sudo systemctl start ntpd $ sudo systemctl enable ntpd Keep OS up-to-date (patching) เราควรมีการ update package ต่างๆ ให้เป็น version ใหม่อยู่อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันช่องโหว่งที่อาจจะพบได้ในบาง version จึงควรรันคำสั่งนี้เป็นระยะๆ (สัปดาห์ละครั้งเป็นต้น) $ sudo yum update 1 $ sudo yum update
a
18/09/2016 | 00:21:33
https://www.hostpacific.com/basic-centos7-configuration/
ร่วมแสดงความคิดเห็น

Copyright © 2026 vouchercar.com

*** ไม่อนุญาตให้ลงโฆษณาขายสินค้าใดๆ ก่อนได้รับอนุญาตจากทางเว็บนะคะ ***